การที่จะพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วนั้น ไม่ได้มาจากการฟังเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่พูดอะไรเลย หากลองนึกย้อนไปในวัยเด็ก ในช่วงแรกๆ ตอนที่เราเริ่มหัดพูด เราจะฟัง พ่อ แม่ พี่น้องแล้วก็พูดตามไปเรื่อยๆ ตอนแรกๆก็พูดผิดๆถูกๆ แต่พอผ่านไปสักระยะ เมื่อได้ยินเสียงเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็เลียนแบบ (Imitate) จนพูดได้เอง ซึ่งต้องใช้เวลาในการฟังนานพอสมควร ช่วงแรกคือตั้งแต่แรกเกิด จนถึงวันแรกที่เราพูดคำแรกในชีวิตได้ โดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 1 ปี หรือ 8,760 ชั่วโมง ส่วนในช่วงที่สองนั้นก็จะเริ่มตั้งแต่วันที่เราพูดภาษาแม่ของเราวันแรกนั่นเอง ช่วงที่ต้องเลียนแบบผิดบ้างถูกบ้างจนออกเสียงได้เหมือนนี้ เป็นช่วงที่เราสร้าง model ขึ้นในสมองในส่วนความจำ และ model นี้เมื่อสร้างขึ้นแล้วจะคงอยู่อย่างถาวร ต่อไปเมื่อเราได้ยินเสียงนี้อีก ความจำที่มีอยู่แล้วจะบอกได้เลยว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงอะไร

พอมาถึงการเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งมีการออกเสียงไม่เหมือนภาษาแรก  เราจะพยายามจับคู่เสียงในภาษาอังกฤษกับ model ที่เรามีอยู่แล้วจากภาษาแรก หรือภาษาแม่ของเรา โดยเปรียบเทียบกับเสียงที่ใกล้เคียงกันที่สุดในภาษาแรกของเรา แต่เสียงบางเสียงในภาษาอังกฤษ ก็ไม่เหมือนกับเสียงในภาษาแรกซะทีเดียว ดังนั้นจึงมีเสียงในภาษาอังกฤษบางเสียงที่คนไทยฟังไม่ออก หรือไม่เข้าใจ 

การที่จะเรียนภาษาอังกฤษให้ดีนั้น ต้องอาศัยเวลาและความอดทน และควรมีกำลังใจที่จะฝึกฝนและทบทวนอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการเรียนภาษาที่สองนี้ ไม่ได้ง่ายเหมือนตอนที่เราเรียนภาษาแม่ของเราอีกต่อไป

ไม่ว่าเราจะเรียนภาษาใดๆ ก็ตาม การฟังถือเป็น
input ที่สำคัญอันดับหนึ่ง เพราะการฟังมากๆ จะช่วยสะสม input ได้มาก
ทฤษฎีการเรียนแบบสะสม input ผ่านการฟังนี้ อ้างอิงมาจากทฤษฎีของ Prof. Krashen ที่บอกว่าการเรียนรู้ภาษาที่หนึ่งนั้นเราเรียนรู้ด้วยการฟังและพูดตาม เป็นการเรียนรู้แบบ subconscious หรือเป็นแบบ acquisition คือผู้เรียนซึมซับไปเอง ไม่ได้เป็นการตั้งใจเรียน grammar หรือโครงสร้างประโยคเหมือนที่เราเรียนในห้องเรียน ซึ่งถือเป็นการแบบที่เรียกว่า learning แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ผู้เรียนฟังไปเรื่อยๆอย่างเดียวเท่านั้น วิธีการนี้ผู้เรียนจะได้พูดเมื่อเขาพร้อมนั่นเอง

 
 

1. ให้เวลาอย่างเหมาะสม

กฎข้อแรกในการเรียนภาษาอังกฤษให้ประสบความสำเร็จ คือ เรียนทีละน้อย ๆ และบ่อย ๆ การเรียนวันละครึ่งชั่วโมงทุก ๆ วัน จะให้ผลดีกว่าเรียนทีเดียวทั้งวัน แต่ทุก ๆ 2 สัปดาห์ ควรพยายามจัดเวลาในการเรียนให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน และพยายามฟังรายการโทรทัศน์และวิทยุบ่อยๆ ฝึกแปลเพลงภาษาอังกฤษที่คุณชอบ และร้องตามก็จะยิ่งช่วยให้คุณประสบความสำเร็จมากขึ้น

2. ทบทวนอย่างสม่ำเสมอ

ภาษาเป็นสิ่งที่จะต้องฝึกให้เป็นนิสัย อย่าทำเพียงครั้งเดียว ควรทำซ้ำกันหลาย ๆ ครั้ง พยายามฝึกหัดให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ สิ่งที่เรียนจะกลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคย ในแต่ละบทเรียน คุณสามารถที่จะฝึกซ้ำแล้วซ้ำอีก ข้อได้เปรียบของการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตนเอง คือ การที่คุณสามารถจะเรียนช้าหรือเร็วได้ตามที่คุณปรารถนาสามารถที่จะฝึกซ้ำ ๆ เฉพาะสิ่งที่คุณต้องการ และบ่อยเท่าไรก็ได้

3. ความชำนาญ

อดทนและไม่ท้อถอย ถ้าหากว่าคุณยังไม่ประสบความสำเร็จในทันทีทันใด การเรียนภาษานั้น คือการสะสมเนื้อหาความรู้และการสร้างทักษะหรือความชำนาญ 4 ประเภท ได้แก่ การฟัง การอ่าน การพูด และการเขียน ทักษะต่าง ๆ นี้ต้องได้รับการฝึกฝนสม่ำเสมอ เป็นระยะเวลานาน ดังนั้นอย่าเพิ่งหมดความอดทนง่าย ๆ แต่จงตั้งอกตั้งใจฝึกฝนต่อไป ...

4. ฝึกปฏิบัติ

ใครก็ตามที่ศึกษาภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง ย่อมจะประสบปัญหาว่า มีโอกาสที่จะใช้ภาษาในชีวิตประจำวันจริง ๆ ได้น้อย เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณมีโอกาสฝึกใช้ภาษา และทำให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคุณได้ คือ หาเพื่อนที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษ หรือรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดีแล้วมาช่วยฝึกพูดบทสนทนาและทำแบบฝึกหัดต่าง ๆ

นอกเหนือจาก 4 ข้อข้างบน ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใด พยายามหาคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ของทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณเห็น เช่น ของใช้ภายในบ้านแต่ละชิ้นมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไร ถ้าหากว่าคุณไปซื้อของจะพูดกับคนขาย อย่างไร หรือลองสมมติให้ตัวเองอยู่ในสถานการณ์ต่าง ๆ พยายามใช้จินตนาการว่าถ้าเป็นภาษาอังกฤษ คุณจะพูดว่าอย่างไร การฝึกเช่นนี้ จะนำเอาภาษาอังกฤษมาใกล้ชิดกับคุณ และทำให้การเรียนมีชีวิตชีวาขึ้น รวมทั้งพยายามฝึกฟังเพลงภาษาอังกฤษที่คุณสนใจ การฟังเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ยิ่งในเวลาที่คุณกำลังทำอย่างอื่นอยู่ด้วย จะทำให้หูของคุณชินกับภาษาอังกฤษ ในขณะที่คุณฟัง คุณก็จะได้ยินคำบางคำ หรือประโยคบางประโยคที่คุณเคยพบมาจากบทเรียน ...

อีกวิธีการหนึ่งก็คือ การอ่านหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารภาษาอังกฤษ คุณไม่จำเป็นจะต้องเข้าใจ หมดทุกตัวอักษร เพียงแค่ลองพลิกไปทีละหน้า พยายามทำความเข้าใจข่าว หรือบทความที่เห็น ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร และลองดูว่ามีคำ หรือสำนวนอะไรบ้างที่คุณรู้จัก เท่านี้ก็เก่งภาษาอังกฤษได้แล้วล่ะค่ะ